Search
Close this search box.

อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เสนอ 6 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยให้หวานอย่างยั่งยืน

share to:

Facebook
Twitter

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เอริกา พฤฒิกิตติ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และการจัดการภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเติบโต ของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ซึ่งเป็นอู่น้ำตาลที่สำคัญของโลก การผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายสร้างรายได้หลายแสนล้านบาทเข้าสู่ประเทศในแต่ละปี โดยมีนโยบายพัฒนาประเทศไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายขององค์กรสหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจ สีเขียว หรือ Bio-Circular Green Economy (BCG) อุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อน BCG

โดยผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ในภาคการผลิตพลังงาน เช่น เอทานอลจากกากน้ำตาล เชื้อเพลิงแข็งจากชีวมวลกากอ้อย หรือก๊าซชีวมวลจากการหมักน้ำกากส่า ผลพลอยได้ส่วนอื่น เช่น กากหม้อกรอง น้ำกากส่าที่ผ่านการหมัก ก็ยังสามารถนำไปใช้เพิ่มผลผลิต ในภาคการเกษตรกรรมเพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและปรับปรุงดิน มีหลายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้จากโรงงานน้ำตาลสามารถเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจได้ ประเด็นที่ท้าทายที่ภาครัฐควรจะนำไปพิจารณาเพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเป็นไปอย่างยั่งยืน ดังนี้

1.สร้างความชัดเจนในประเด็น “ของเสียอุตสาหกรรม” และ “ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรม” รวมทั้ง กำหนดแนวทางการจัดการที่เหมาะสม เปิดช่องเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์สูงสุดจากผลพลอยได้ หรือของเสียอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ควรมีการพิจารณาขับเคลื่อนกฎหมาย ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2.สร้างกลไกในการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยอาจส่งเสริมให้เอกชนหรือสถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการดำเนินงานดังกล่าว และสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม

3.วางแผนการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กระจายตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างทั่วถึง

4.ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ประโยชน์ผลพลอยได้หรือของเสียอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม

5.ดำเนินนโยบายการป้องกันการเผาในที่โล่งอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวทางการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดควบคู่กับนโยบายเสริมแรงเชิงบวก

6.ส่งเสริมเกษตรกรแปลงเล็กให้เข้าถึงเทคโนโลยีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว โดยอาจจัดอยู่ในรูปสหกรณ์หรือสมาคม

ทั้งนี้ เกษตรกรแปลงเล็กมีต้นทุนในการเพาะปลูกต่อพื้นที่สูงกว่าเกษตรกรแปลงใหญ่ และมีความเปราะบางต่อความผันผวนจากปัจจัยภายนอกสูงกว่า ซึ่งการศึกษาข้อมูลดังกล่าวนี้ เป็นความร่วมมือกับ University of York สหราชอาณาจักร ได้รับการสนับสนุนจาก British Council ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และสร้างนวัตกรรม (บพค.) ปีงบประมาณ 2564-2565

 

ที่มาภาพ/ข้อมูล : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG230101125533160