“หนุ่มตรัง ปลูกพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียน พร้อมนำเปลือกพริกไทยขาวที่เหลือใช้ มาแปรรูปเป็น “คอมบูฉะ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีสารเทอร์ปีนอยด์สูง”

share to:

Facebook
Twitter

ที่สวนพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน บ้านเขาเพดาน หมู่ที่ 7 ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งเกษตรกรเจ้าของสวนคือนายกิตติ ศิริรัตนบุญชัย อายุ 46 ปี นำพื้นที่จำนวน 4 ไร่ มาปลูกพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียน ที่ให้รสชาติเผ็ด ร้อน และมีความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของจ.ตรัง โดยปลูกทั้งหมด 800 ค้างตั้งแต่ปี 2560 แบ่งเป็นต้นแม่พันธุ์ 300 ค้าง ส่วนอีก 500 ค้างเก็บผลผลิตขาย โดยเก็บพริกไทยมาตากแห้ง ขายเป็นเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งพริกไทยดำขายกิโลกรัมละ 800 บาท พริกไทยขาวกิโลกรัมละ 1,200 บาทและพริกไทยแดงกิโลกรัมละ 1,500 บาท

สำหรับพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียน เป็นพริกไทยพันธุ์พื้นเมืองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าแนวเทือกเขาบรรทัด เมื่อประมาณเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา โดดเด่นด้านรสชาติ ความเผ็ดร้อนที่จัดจ้านกว่าพริกไทยสายพันธุ์อื่นและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และจากงานวิจัยพบว่ามีกรดแกรมม่าลิโนเลนิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น มีฤทธิ์ช่วยสลายไขมันในเส้นเลือดและพบเพียงสายพันธุ์เดียวในประเทศ ทำให้พริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพริกไทย 1 ต้นเก็บผลผลิตได้ 4-6 กิโลกรัมต่อปี เมื่อตากแห้งแล้วเหลือประมาณ 1.50 กิโลกรัม ซึ่งแต่ละปีจะเก็บพริกไทยได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 กิโลกรัม ตากแห้งแล้วเหลือไม่ถึง 1 ตัน

เกษตรกรจึงหันมาใช้แนวคิดแบบ BCG คือการนำขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ให้เป็นวัตถุดิบใหม่ ผ่านกระบวนการ Recycle โดยการนำเปลือกของพริกไทยขาวมาทำเครื่องดื่มที่ชื่อว่า “คอมบูฉะ” หรือ “คอมบูชา” คือการนำเศษเหลือจากการแปรรูปพริกไทยขาว ไปแช่น้ำและขยี้เปลือกออก ก่อนจะนำเปลือกไปต้มในน้ำเดือด จนเป็นสีน้ำชาเข้ม พักไว้ให้เย็นก่อนเติมหัวเชื้อสกูปี้และเติมน้ำเปล่าที่ต้มสุกอีก 3-4 เท่า ตั้งทิ้งไว้ 7-9 วัน เปิดชิมเป็นระยะ หากมีรสเปรี้ยวอมหวาน ค่าน้ำตาลไม่เกิน 7% ถือว่าใช้ได้ ซึ่งเครื่องดื่มจากเปลือกพริกไทยในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ชาวบ้านก็นำมาต้ม เป็นน้ำชาดื่มกินเพื่อบำรุงร่างกาย ปัจจุบันพบว่าในเปลือกพริกไทยมีสารกลุ่มเทอร์ปีนอยด์ มีคุณสมบัติลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยสลายไขมันในเส้นเลือด มีโปรไบโอติก ช่วยเพิ่มจุรินทรีที่ดีต่อลำใส้ และมีสาร เทอร์ปีนอยด์ ลดการอักเสบในร่างกายได้ ถือเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในจ.ตรัง ซึ่งทดลองเปิดตลาดเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาในราคาขวดละ 35 บาท ทำผลตอบรับดีเกินคาด

นอกจากนี้ ยังเป็นเกษตรกรที่ทำสาวต้นพริกไทยรายแรกในอำเภอสิเกา เพื่อยืดอายุของต้นพริกไทยให้เก็บขายไปได้นานขึ้น และมีต้นพริกไทยทั้งแบบทรงพุ่ม แบบเลื้อยจำหน่ายในราคาต้นละ 60-100 บาท สร้างรายได้รวมกันกว่า 10,000 บาทต่อเดือน โดยช่วงหน้าแล้งพริกไทยจะให้ผลผลิตดีกว่าหน้าฝนแต่มีให้เก็บกินและขายได้ตลอดทั้งปี มากบ้างน้อยบ้างตามฤดูกาล ส่วนเกษตรกรรายใดสนใจติดต่อได้ทางเพจ/FB สวนพริกไทยตรัง พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน และที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-7026514

ด้านนายกิตติ ศิริรัตนบุญชัย เกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยพันธุ์ปะเหลียนกล่าวว่า อย่างแรกเลยคือพริกไทยตรังจะมีความหอมมาก่อน แล้วจะค่อย ๆ เผ็ดทีหลังจากที่เรากินไปแล้ว ทำให้ใช้กับอาหารได้หลายอย่าง อย่างที่ 2 คือคุณสมบัติของยา พริกไทยตรังมีกรดแกรมม่าลิโนเลนิก กรดตัวนี้ช่วยในการสลายไขมันในเส้นเลือดซึ่งมีอยู่สายพันธุ์เดียวในประเทศ ส่วนเปลือกของพริกไทยจะทำเป็นคอมบูฉะ ซึ่งมีสารเทอร์ปินอยด์ทำให้ลดการอักเสบของร่างกายได้ ได้ทั้งโปรและพีไบโอติกในตัว ส่วนตัวที่เป็นพริกไทยแดงลอย (เปลือกลอยน้ำ) จะนำมาสกัดเป็นน้ำมันทาผิว ช่วยเรื่องชะลอการเกิดริ้วรอย ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ส่วนพริกไทยได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 2 จำนวน 300 ต้นนำมาทำต้นพันธุ์ อีก 500 ต้นทำผลผลิตโดยเก็บได้ต่อต้นต่อปี 4-6 กิโลกรัม ตากแห้งแล้วเหลือประมาณ 1 -1.50 กิโล ส่วนที่ตากแห้งนำมาขายเป็นพริกไทยดำ พริกไทยแดงและพริกไทยขาว ซึ่งพริกไทยดำเกรดพรีเมี่ยมขายกิโลละ 800 บาท พริกไทยขาวกิโลละ 1,200 บาทและพริกไทยแดงกิโลละ 1,500 บาท

ที่มาภาพ/ข้อมูล : https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1991786/?bid=1