Search
Close this search box.

การลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วใน 3 ปี ลดลงกว่า 1 แสนตัน ช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

share to:

Facebook
Twitter

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบและยินดีกับผลสำเร็จของการลดใช้ถุงพลาสติกในประเทศได้กว่า 148,699 ตัน ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือลดลง ร้อยละ 43 ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานตามเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563 – 2565) พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อเนื่อง เพิ่มแนวทางการจัดการขยะรูปแบบใหม่ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

ปัจจุบันรัฐบาลกำหนด Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมายด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำไปดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 พ.ศ. 2563 – 2565 ผ่านโครงการและกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟมบรรจุอาหารในพื้นที่ตลาดสดเทศบาลและเอกชน รวมถึงพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศได้กว่า 3,414 ล้านใบ หรือประมาณ 9,824 ตัน

ขณะที่กิจกรรมงดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วแบบใช้ครั้งเดียว “Everyday Say No To Plastic Bags” ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – ธันวาคม 2565 โดยร่วมมือกับเครือข่าย สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วแบบใช้ครั้งเดียว รวมทั้งสิ้น 14,349.6 ล้านใบ หรือ 81,531 ตัน ซึ่งประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการรณรงค์ในเรื่องนี้

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) จะยกระดับการจัดการขยะพลาสติก ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้สินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำ เพื่อนําทรัพยากรกลับคืนจากของเสียให้มากที่สุดในรูปแบบวัสดุรีไซเคิลและพลังงาน ให้เหลือขยะที่ต้องกำจัดให้น้อยที่สุด สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อความสมดุล ยั่งยืน

 

ที่มาข้อมูล : https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG230302100637402